| BOONG's profileMorning Glory's SpaceBlogListsNetwork | Help |
|
August 26 24th Universiade, Bangkok,2007.....และแล้วงานหน้าที่อาสาสมัครฝ่ายต้อนรับในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกครั้งที่ 24ก็เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ....ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2550 ความรู้สึกมีทั้งดีใจและเสียใจ ดีใจ....เพราะงานที่รับผิดชอบสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี (แถมได้รับคำชมจากทั้งคณะกรรมการที่รับผิดชอบฝ่ายและผู้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย) ดีใจมากๆ ^^ เสียใจ....เพราะ จะไม่ได้ทำอะไรที่สนุกๆ อย่างการวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปรับเที่ยวบินให้ทัน หาคน หลงทาง และอีกมากมาย ที่ชีวิตนี้ไม่มีโอกาสได้ทำอีกแล้วที่สุวรรณภูมิ อ้อ...งานที่เราทำเป็นงานฝ่ายต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ หน้าที่หลักคือ อำนวยความสะดวกทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข๋งขันครั้งนี้ ตั้งแต่ประธาน FISU ยันนักกีฬาและผู้ติดตาม เริ่มจาก....ไปรับเหล่า participants ตั้งแต่งวงเครื่องบิน (หน้าประตูของแต่ละ concord C-G) ตรวจนับและเช็คจำนวนผู้ที่มาในเที่ยวนั้นๆ จากนั้นก็รวบร่วมพาสพอร์ตไปให้ ต.ม. ตรง fast track ที่ทางสนามบินได้จัดอำนวยความสะดวกไว้ให้ เสิร์ฟน้ำ คล้องพวงมาลัย แปะสติ๊กเกอร์กระเป๋าเพื่อรับการ x-ray รวมถึงช่วย participants ยก-ขนกระเป๋าและอุปกรณ์ ก่อนจะส่งเหล่า participants ต่อให้กับ attache ของและละทีมไป (โดยส่วนตัวแล้วชอบงานแปะสติ๊กเกอร์ที่สุด เพราะเป็นหน้าที่เดียวที่สามารถแอบลวนลาม participants ได้อย่างถูกกฏหมาย กรั่กๆๆ) และ....ส่งกลับ การส่งกลับก็ไม่มีอะไรมาก ดูไปจะเหนื่อยน้อยกว่างาน รับมา แต่...เอาเข้าจริงกลับเหนื่อย...ใจ มากกว่า...เห่อๆๆๆ แต่โดยรวมแล้ว มีความสุขกับการทำงานมากมาก มากถึงมากที่สุด แม้ว่าการทำงานนี้ จะเป็นการทำงานกะดึก (night shift) ที่เริ่มงานตั้งแต่ 2 ทุ่ม ยัน 8 โมงเช้าของอีกวัน แถมหลังจากออกกะ ก็ต้องมาเข้าเรียนตอนเช้าต่อ เพราะมหาลัยไม่ได้ปิด T^T แม้จะเหนื่อยแค่ไหน....แต่เพราะ อาจารย์และเพื่อนที่มีโอกาศได้ร่วมงานด้วยน่ารักมากๆๆๆ เลยทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยจริงๆซะที ^w^
รูปบรรยากาศ อาจารย์และเพื่อนๆ ที่ทำงานวันคู่กะดึกด้วยกัน
รู้สึกดีใจมากที่ไม่ตัดใจซะตั้งแต่ตอนสมัคร เพราะไม่มีเพื่อนไปสมัครด้วย
....ไม่งั้นแล้ว คงไม่มีทางได้รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆและประสบการณ์ดีๆอย่างนี้ แน่นอน
ขอบคุณอาจารย์จาก ม.กรุงเทพทุกท่านนะคะ ที่ดูแลพวกหนูเป็นอย่างดี แล้วก็สร้างบรรยากาศของการทำงานให้สนุกสนานครื้นเครง
ขอบคุณเพื่อนๆและพี่ๆทุกคนที่มอบความรู้สึกดีๆและประสบการณ์ดีๆให้กับเรา
ขอบคุณพี่ๆที่การท่าฯทุกท่านที่ค่อยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้
ที่สำคัญ.....ขอขอบคุณพี่หยุยกับพี่แอม มากๆนะคะที่ค่อยช่วยเหลืออยู่ตลอด น้องคนนี้มีความสุขมากๆคะที่ได้รู้จักกับพี่ๆ
และ...ขอโทษใครก็ตามที่เราอาจสร้างความขุ่นเคืองใจให้ ...คราวหน้าจะระวังให้มากกว่านี้นะ
สรุปผลจากการไปเป็นอาสามัคร
1. หนุ่ม Hungary ก็หล่อไม่แพ้ชาติใดในโลก !!!!!
2. การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก ถ้าคุณอยากสร้างสันติภาพให้เกิดในโลกนี้
3. แค่เปิดใจ โลกก็อยู่ตรงหน้าเราแล้ว
4. การแอ๊บว่าบอบบางใช้ได้กับหนุ่มๆประเทศแถบตะวันตกเท่านั้น
5. มาม่าขึ้นอืดจะอร่อยที่สุด เมื่อกินหลังจากการวิ่งหัวฟูไปรับนักกีฬาที่เครื่องกำลังจะ landing ในอีก 3 นาทีข้างหน้า
(ระยะทางการวิ่งคือ จากห้อง CIP ไป gate E6)
6. จากประสบการณ์ที่เจอ.....ประเทศรัสเซีย เป็นประเทศที่คนมีการรับฟังผู้อื่นต่ำถึงต่ำมาก ...รับไปเลยสำหรับรางวัล ประเทศที่อันตรายต่อสุขภาพจิตที่สุดในโลก
7. การพกยาดมติดตัวสำหรับการรับเที่ยวบินตอนเช้าเป็นสิ่งประเสริฐ
See you again at SERBIA !!!!
July 08 Vote L'Arc~en~Ciel For the best brand in the world !I found this web at Liv bbs ne
Thanks Ian san for the link and imformed us 'bout the vote.
yesterday, L'arc at #159......and climbed up very fast to #35 today @ 2.51 p.m.
I hope they can reach the top ten range ne,
Go to band list and click on "L." L'Arc~en~Ciel will be spelled as "L'ARC-EN-CIEL." sign up first! July 06 transform me !!!click at 'Is my daemon a match' for you to confirm that daemon [the fox daemon] was exactly me or not!
Do only 5 Qestionaires about my personality, Let see, will my daemon transform to any other daemon !
I will update later.
Thank you forward.
July 02 เปลี่ยนตา!เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 june 2007) หลังจากสอบ Quiz 1: Fund.Stat เสร็จ ก็กลับมาหอเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมไปพันธ์ทิพย์กับเพื่อน
...ขอเล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญก่อนสอบวิชาสถิติหน่อยเหอะ....
เรื่องมันมีอยู่ว่า....วันเสาร์นี้ มีสอบสถิติตอน 9.30 น.
แล้วเพราะมันสอบมาก่อนหน้านี้แล้ว 2 วัน เลยทำให้ต้องมันลุยอ่านและทำโจทย์ตอนเย็นวันศุกร์จนถึงตี 3 ของวันเสาร์...ครื้นเคริงมากมายพี่น้อง
แต่ยังดีที่ตื่นทัน....ตื่นปุ๊บก็ทำธุระตอนเช้า ก็เสร็จตอน 9 โมงเช้าพอดี
และเพราะไม่อยากเสี่ยง เนื่องจากยังไม่ได้ดูห้องสอบ เลยไปก่อนเวลา 30 นาที
(นั่งรถรางจากหอไปก็ไม่ถึง 3 นาทีนะ)
พอถึงตึกเรียนก็เช็คห้องสอบอะไรๆเรียบร้อย ก็ไปนั่งรอเวลา เห่อๆ ชิว
แต่มันไม่ชิวอย่างที่คิดน่ะดิ....
ก็ดันดูห้องสอบไปผิดห้อง!!!!!!
ไปดูห้องสอบของ stat 1 เข้า....เลวร้ายที่สุด ที่ได้รู้ว่าไปห้องผิดก็เพราะ หาชื่อตัวเองไม่เจอ
เลยรีบวิ่ง (ด้วยรองเท้าส้นสูง) จากชั้น 5 กลับลงไปชั้น 1 เพือดูห้องสอบอีกรอบ (ยังดีที่ใช้ลิฟท์ได้ ไม่งั้น......)
กว่าจะหาห้องเจอ ก็แทบหมดเวลาที่เค้าให้ late แล้ว (ตึกเรียนที่ abac บางนา มันน่าสับสนสุดๆ)
ยังดีที่ข้อสอบมีไม่เยอะ ..ยังพอรวบรวมสติทำได้....
เฮ้ออออ....ขอบคุณความมีสติ
มาถีงเรื่องเปลี่ยนตา....
จริงๆก็คือ....ไปเปลี่ยนสีตามา หุหุหุหุ...
ทำยังไงน่ะเหรอ? ง่ายออก.... ก็แค่ไปซื้อ คอนแทคเลนส์สีตาใส่ ตาก็เปลี่ยนสีตาแหละ กร๊ากกกกกกก
พอดี คอนแทคสายตาสั้นที่ใช้อยู่มันหมดอายุพอดี เลยถือโอกาสนี้ลองใส่แบบที่มีสีดู...อยากลองมานานแหละ อิอิอิ
ก็เลยซื้อสีม่วงมา....เห่อๆๆ
ใส่ครั้งแรก(ที่ร้าน)นี้ แทบอยากกรี๊ด......มันน่ากลัวมาก
คือกะว่ามันจะสีเข้มกว่านี้ ....เห่อๆๆ
แต่ทำไงได้ ใส่ไปแล้ว แถมแพงด้วย (เพราะยี่ห้อน่ะ) เลยใส่ไป ฮือออ
เป็นอะไรที่ ไม่มั่นใจอย่างแรง ... ฮืออออ
เอาล่ะมาดูผลกัน...ว่ามันเป็นยังไง เอิ๊กๆๆ อยากอวด
รูปนี้คือตอนก่อนใส่คอนแทคเลนส์สีม่วงน่ะ...ตายังเป็นสีดำอยู่เลย...ไม่สิ สีน้ำตาลเข้ม
![]() หลังจากลองของไป.....ก็เป็นเยี่ยงนี้แล
![]() จ้องตากันม่ะ....ตาโตขึ้น?
![]() ถ้ามองไกลๆจะเป็นแบบนี้....จะว่าไปมันก็ไม่ได้เห็นเป็นสีม่วงนะ แต่สีต่มันอ่อนลงน่ะ
![]() ว่าแล้วก็ใส่แว่นเหมือนเดิม กรั่กๆๆๆ
![]() รู้สึกว่า พอถ่ายรูปออกมาสั่นๆเบลอๆแล้ว ดูหน้าตาดีขึ้นเยอะเลย กร๊ากกกกกก
แล้วเดี๋ยวพอวันอังคารจะใส่ไปคอนแทคสีนี้ไปเรียน อิอิอิ
แล้วไปฟังคอมเม้นจากเพื่อนๆที่มหาลัย เอิ๊กๆๆ (แต่ถึงเพื่อนจะบอกไม่เวิร์ค ก็ยังจะใส่ต่ออยู่ดี..ก็มันแพงอะ ฮือออ)
June 08 Happy Birth Day...บททดสอบการเป็นผู้ใหญ๋Happy Birth Day ! 20 comes! 20 แล้วล่ะ เป็น ผู้ใหญ่ ในทางกฎหมายแล้ว คือ สามารถทำนิติกรรมทุกอย่างได้เองแล้ว (ฮา) อายุ 20 แล้ว....ก็ไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไร.... แต่ก็คิดว่า ทำสมองโตขึ้น...เป็นผู้ใหญ่ และ(คง)มีสติมากขึ้น ที่รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปใช่เพราะ อายุหรอก แต่เพราะ เหตุการณ์ที่เจอติดๆกัน ในช่วงวันสองวันนี้ต่างหาก โดยเฉพาะ เรื่องที่จะเป็นบทเรียนไปอีกนาน อย่างเรื่อง late payment ที่เกือบทำให้ไม่ได้ลงทะเบียนเรียนสักวิชาในเทอมนี้.....เห่อๆๆๆ แต่โชคยังดี ที่สามารถผ่านเหตุการณ์วันนั้นมาได้โดยไม่บุบสลายอะไร (ฮา)
วันเกิดคราวนี้ เริ่มด้วย....ปอมกับเพื่อนๆเซอไพรซ์ โดยการเอาเค้กปักเทียนมาอวยพระให้ ตอนเที่ยงคืนพอดี (ตอนนั้น ฉันเพิ่งกลับมาจากหายาโด๊ปที่เซเว่น เพราะตอนลุยงานอีกทั้งคืน เอิ๊กๆๆ) ไม่อยากบอกเลยว่าเป็นเค้กวันเกิดครั้งแรกในชีวิต (ไม่เคยมีเค้กวันเกิดเป็นของตัวเองเลยนะเนี่ย เห่อๆ)
ก็ขอบคุณ ปอม เดียร์ เมย์ และ โบว์มากๆนะจ๊ะ ที่มาอวยพรวันเกิดให้ ขอบคุณจริงๆ (แต่ไม่กล้าบอกว่า นั่นเป็นเค้กวันเกิดครั้งแรกในชีวิต แหะๆๆ)
หลังจากนั้นก็ปั่นงาน Prin.Market จนถึงตี 3 .....T^T
พอตอน 7 โมงเช้า แม่ก็โทรมาอวยพรวันเกิด.....ขอบคุณกั๊บ (แต่โทรมาช้ากว่านี้หน่อยก็ได้น๊า หนูง่วงงงงง ~_~)
จากนั้นก็ไปเรียน.....ตั้งแต่ 9 โมงเช้ส ยัน 5 โมงเย็นแบบ non-stop โดยที่ไม่มีน้ำหรือข้าวตกถึงท้องเลย (ชีวิตรันทด)
ขอบคุณ เบสกับก้อง ที่อวยพรวันเกิดนะจ๊า (ขอโทษก้องด้วยที่วันนี้พูดไม่ดีใส่....ยังไม่โตเลยจริงๆ)
พอเรียนเสร็จตอนเย็นก็ไปหาอะไรมาเติมเต็มกระเพาะ เอิ๊กๆๆ ดูเหมือนจะอิ่มไปหน่อยเลยง่วงซา....
.....แต่การเป็นผู้ใหญ่ น่ะมันไม่ง่ายขนาดนั้น....สินะ
วันนี้ตอน 2 ทุ่มกว่าๆ ขณะกำลังดี๊ด๊ากับการเปรียบเทียบฟังค์ชั่นของมือถือ ปอยก็บอกว่า “ไอ้เหลี่ยม” หมาที่บ้านตายแล้ว..... ตอนนั้นน่ะ ยังคิดว่าปอยมันล้อเล่ยซะอีก.....แต่พอมันเริ่มเล่าให้ฟังว่ามันป่วยตายเท่านั้นแหละ.....ก็พูดไม่ออกแล้วล่ะ.... ก็ตอนที่จะกลับมา กทม. น่ะ มันก็ดีขึ้นแล้วนี่นา....ก็เห็นอยู่ว่ามัน เดินไหวแล้วแถมกินข้าวได้อีก.... ทั้งๆที่เป็นดีขึ้นขนาดนั้นแล้วแท้ๆ....แต่ทำไม..... มันตายหลังจากฉันกลับมา กทม. ได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ............. ปอยบอกว่า มันไปตายอยู่หน้าสาธารณสุข
เป็นครั้งแรกที่จะรู้สึกดีใจมากๆ ถ้าเป็นฝ่ายที่ถูกลืม.... อย่างน้อย.....มันก็จะได้ลืมว่า....ฉันมีตัวตนอยู่จริง.... เพราะ ถ้าเป็นอย่างนั้น มันจะได้ไม่ต้องรอฉัน.... ไม่ต้องเจ็บปวดกับการ....รอคอย.... อย่าจำเลยนะ.....ขอร้องล่ะ...
อย่างน้อย.....ปอยก็บอกว่า มันไม่ได้ทรมาน.... แค่ได้รู้ว่า....ไม่ทรมาน...ก็ดีแล้วล่ะ
ดีจริงๆ....... เป็นอย่างนั้นน่ะ.....ดีแล้ว
ตอนนี้ยังมีสติอยู่.....ยังควบคุมตัวเองได้อยู่ แม้จะร้องไห้ก็ตาม ..... ...... ..... ..... ..... ....
การตายไม่ได้หมายถึงการหายไปหรอกนะ.....แค่จะไม่ได้เจอกัน ไม่ได้เห็นหน้ากัน ก็เท่านั้นเอง... เพราะยังไง..... เหลี่ยมก็ยังมีชีวิตอยู่.......ในใจของฉัน
ตราบใดที่ฉันยังอยู่ ยังเข้มแข็ง และยังมีสติ.....
ไม่ว่าเวลาไปผ่านไปนานแค่ไหน.... เหลี่ยมก็ยัง...มีชีวิต...
.....แล้วคงได้ เจอกันนะ.... ยังจำที่ เราบอกว่ารักแกได้ใช่มั้ย? อย่าลืมก็แล้วกัน... เพราะฉันก็จะไม่ลืม
.......สัญญา........ May 14 รสนิยมรสนิยมเปลี่ยไป....ใจเปลี่ยนตาม?
เคยมีคนพูดเอาไว้ว่า “เมื่อโตขึ้นรสนิยมคนเราจะเปลี่ยนไป”
โดยส่วนตัวแล้ว...ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจกับอะไรพวกนี้นัก เพราะไม่คิดว่าจะจำเป็นอะไรมากมาย แต่เมื่อเวลามันผ่านไปจริงๆ ...ก็อดที่จะสังเกตอะไรต่อมิอะไรที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ก็มันเรื่องที่ใกล้ตัว...นี่นะ
เพราะเชื่อว่า เรื่องรสนิยมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาของแต่ละคนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นปุ๊บปั๊บแน่นอน ... อย่างน้อยมันต้องมีตะกอนสักอย่างที่เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง......สิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นเพียงตัวเร่งปฏิกิริยาเท่านั้นเอง
จากเมื่อก่อนจะไม่กินไขมันของสัตว์เลย ยกเว้นหนังไก่....ตอนนี้กลับชอบกินมันที่ติดเนื้อหมูในอาหารประเภทต้มและย่างบางชนิด .....แต่ยังไม่ชอบกินอาหารพวกที่ ครีม,ผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ใช่ นมสด,และอาหารที่มันเยิ้ม เหมือนเดิม เมื่อก่อน ถ้าเป็นเพลง jpop หง่องแหง่งแล้วละก็....อย่าเข้ามาใกล้กันจะดีกว่า ...ตอนนี้กลับชื่นชอบวงเด็กผู้หญิงที่บางครั้งก็ร้องเพลงได้หง่องแหง่งสุดๆ. ....ถึงอย่างงั้น....ก็ยังชอบเพลงโหยหวนและหลอนๆ อย่าง opera, orchestra และยังเสพติด L’Arc~en~Ciel รวมทั้งเพลงร๊อคอื่นๆเหมือนเดิม ประเภทของหนังสือที่ซื้อเมื่อก่อน(ถ้าไม่นับรวมการ์ตูน)ก็จะแนว สารคดี,นิยายแปลจากต่างประเทศ, เกร็ดความรู้ทั่วๆไป หนังสือนิยายหวานแหววนั้นไม่เคยอยู่ในสายตา....ส่วนตอนนี้นะเหรอ ...นิยายรักหวานแหวนและนิยายไทยนั้นกลับมีเป็นตั้งๆ พร้อมกับการลดจำนวนลงของหนังสือประเภทสารคดีและนิยายแปลจากต่างประเทศ (สำหรับหนังสือประเภทสารคดีนั้นหันไปเสพย์โดยการดูมากขึ้น) และการติดนิยายไทยนี้เอง เลยทำให้กลายเป็นคนทีดูละครทีวีไปโดยปริยาย (แหมจะติดแค่เรื่องเดียวก็ตาม).......แต่อย่างไงก็ยังชอบอ่านหนังสือเหมือนเดิม
............................
เอาละ....จริงๆแล้ว “รสนิยมหลัก” จะไม่ค่อยเปลี่ยน หรือถ้าเปลี่ยนก็ค่อนข้างน้อย สิ่งที่เหมือนเดิม อย่างเช่น....ยังชอบกินอะไรหวานๆเหมือนเดิม. ...ยังเป็นกรี๊ดชายอายุมากกว่าที่ดูภูมิฐาน (หรือที่เพื่อนๆเรียกกันว่า “โรคแพ้คนแก่” เห็นแล้วใจละลาย) ....บ้าโลลิและโชตะ(เล็กน้อย).. ..กระหายตัวอักษรและเรื่องราว....ชอบฟังเพลงหลอนๆ....ไม่ชอบกินของมันๆ....และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นพื้นฐานรสนิยมส่วนตัวอยู่เหมือนเดิม......แต่ที่เปลี่ยนไปคือ “รายละเอียดปลีกย่อย” เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงแม้บางครั้งจะดูน่ากลัว....แต่หลายๆครั้งถ้าเราเลือกจะมองมัน.....เราก็จะสามารถเรียนรู้และรู้จักตัวเองมากขึ้น
อย่าลืมคุยกับตัวเองบ้างนะ ^-^
April 20 Sister Princes OST
|
|
วันศุกร์ วันนี้มีเรียน microeco วิชาเดียวตอน 9 โมงเช้า ด้วยความที่อยู่หอใน เลยกว่าจะยุรยาตรลงจากเตียงก็ปาไป 8.30 แล้ว ไม่ต้องกรี๊ดพี่น้อง วิชานี่ ชิววววว (ชิ้วๆ ไปดร้อปซะน่ะ เห่อๆๆ) คะแนนตอน mid term ออกมานี่แทบถลาไปห้องทะเบียนขอใบ petition กันเลยทีเดียว แต่.....คะแนน Qiuz II นี่ยิ้มออกหน่อย เพราะเกือบเต็ม (บูชาอาจารย์ยิ่งชีพ สาธุ๊~~~~) ระรื่นออกจากห้องเรียนก็ดิ่งกลับห้องทันที เพราะตอน เที่ยงครึ่งต้องนั่งรถไปหัวหมาก ไปเรียน ethics .....และแล้วก็หมดไปอีก 3 ชม แบบเกือบเปล่าประโยชน์ ไม่รู้เพราะอะไรนะ ที่เราเรียนวิชานี่ที่ไร อารมณ์เสียทุกที ...หรือ...เพราะมันรู้สึกถูกยัดเยียดมากเกินไป? .... ทำข้อสอบ after mid term ไปแทบกรี๊ด .... ศัพท์จะยากไปไหนค่ะพี่? .... จะโทษใครล่ะ ใครใช้ให้เกิดมาโง่แล้วดันขี้เกียจอีก เวงๆๆๆ ด้วยความหงุดหงิดงุนงาน อารมณ์เสีย เลยโทรไปหาเพื่อนที่วันนี้ไปดูหนังแถวนั้นพอดี เลยตกลงไปเดินหน้ารามกัน เพราะจะได้ซื้อรองเท้ามาแทยคู่ที่เพิ่งขาดไปกับกระเป๋าใส่หนังสือไปเรียน เพราะมันเยอะเหลือเกินนนนน ก่อนไปเดินช้อบก็ไปหาอะไรมาใส่ให้เต็มๆท้องก่อน....แน่น๊อน ตอนนี้กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ ดิฉันก็เลยกินแค่ข้าวหนึ่งจาน(และหมูทอดราดซอสฉ่ำน้ำมัน)ตบท้ายด้วย ขนมหวานอีกถ้วย....แค่นี้เอ๊งงงงง (สังเวชตัวเอง หลังจากประกาศเจตนารมน์ต่อสาธารณประชาเพื่อนไปแล้วว่าจะลดความอ้วน อะฮุ้นก็เริ่มการกินล้างกินผลาญทันที ..... กินมากกว่าตอนไม่ได้จะลดน้ำหนักซะอีก..... U_U แซดดดดดดดดด) จัดการเติมเต็มท้องแล้วก็ไปเดินดูของที่หน้ารามกัน ด้วยความปวดเท้า (เพราะใส่คัตชู) และหงุดหงิด เราก็ดิ่งไปที่ร้านขายรองเท้าร้านแรกที่เจอทันที กวาดตาหาคู่ที่สะดุดตาแล้วก็ซื้อทันที โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง.....เอาอีกแล้ว อะดีนลีนหลั่งแบบไร้สติอีกแล้ว.... ซื้อของมาโดยไม่ได้คิดเล้ยยยยว่าจะเอาไปใส่กับชุดไหน ...คือไอ้รองเท้าที่ซื้อมามันเป็นแบบ 'โบฮีเมียน' หรือไง ที่มันมีลูกปัดแวววับเต็มไปหมดน่ะ....แต่ในตู้เส้อผ้ามีแต่เสื้อผ้าแนวสปร์ตกับแนวโทรมๆ เอาล่ะสิ...กุจะใส่ยังไงล่ะทีนี่...ก็อย่าแปลกใจแล้วกันถ้าเจอฉันในชุดสุดแมนกับไอ้รองเท้าคู่กระชากอารมณ์คู่นั้น...... เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.......ควรใช่สมองคิด อย่าใช้เท้า (ที่ระบม) คิด.....เด็ดขาด หลังจากเริ่มรู้ว่าตัวเองพลากแล้วก็พยายามทำใจแล้วเดินตามหาของชิ้นต่อไป นั้นคือ กระเป๋าถือสำหรับใส่หนังสือ.....เดินเข้าๆออกๆอยู่หลายร้าน ในที่ดก็เจอ .....เป็นร้านในซอกเล็กๆที่เห็นได้ทั่วไปในแถวนั้น....มีพี่คนขายเป็น 'สาว' น่ารักมากกกกกกกกกกก ก่อนจะพูดถึงว่าพี่เค้าน่ารักยังไง ขอพูดถึงร้านนี้เล็กน้อย... ร้านนี้อยู่ในซอกเล็กๆ เป็นร้านเดียวที่มีกระเป๋าถือลายน่ารักๆของ SARIO'' และไม่ใช่ลาย แฮร๊อด ตอนแรกก็ไม่คิดจะซื้อทันทีหรอกนะ เพราะได้บทเรียนจากร้องเท่าแล้ว เลยออกจากร้านนั้นอย่างสุภาพ ทั่งๆที่จะทำท่าจะซื้อแล้วก็ตาม .... ก็เดินๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนไปถึงหน้าสนามกีฬา ก็เดินกลับเพราะค้นพบแล้วว่าไม่มีร้านขายกระเป๋าแบบที่ต้องการ เลยย้อนกลับมาที่ร้านของพี่เค้าอีกรอบ .... คราวนี้ก็ตัดสินใจนานมาก (เช่นเคย) ให้พี่เค้าหยิบเข้าหยิบออกนานก็ตัดสินใจซื้อ เป็นลาย ลิง ชื่ออะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่า สีมันแจ้นมาก (ชักเริ่มรู้สึกผิดที่ซื้อมา...อีกแล้ว) ที่ตัดสินใจซื้อทั้งๆที่ไม่ได้ถูกใจมากก็เพราะ พี่คนขายนะ...คือพี่เค้าน่ารักมาก เพราะฉันเป็นคนเรื่องมาก ตัดสินใจนาน อย่างที่บอกให้พี่เค้าหยิบเข้าหยิบออกอยู่นาน พี่เค้าก็น่ารักไม่ชักสีหน้าอะไรเลย แถมยังพูดจาน่ารักอีก จากประสบการณ์ที่เจอมา นานๆๆทีถึงจะเจออย่างงี้สักคน หลายคนอาจจะบอกว่าก็เพราะเค้าอยากขายของ...แต่...หลายร้านพอเราเลือกแล้วเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหรือตัดสินใจนาน เค้าก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้าแล้ว...จากนั้นก็ค่อยออกท่าน้ำเสียง....ซึ่งพี่คนนี้ไม่เป็นเลย หรือเพราะเค้าเป็น 'สาว' ? พอได้ของครบ ก็กระเสือกกระสนมาขึ้นรถตู้ที่ข้างมหาลัย.....แล้วก็รอไปสิ 1 ชมกว่าๆน่ะ รอจนคนเกือบครบ รถถึงได้ออกจากที่จอด ซึ่งตอนนั้นก็ปาไปแล้ว 3 ทุ่ม มาถึงตัง้แต่ ไม่ 2 ทุ่มดี .....รอกันแก่เลยทีเดียว ..........แต่เอาว่ะ อย่างน้อยก็ได้ของที่ต้องการมาแหละ.....แม้จะเริ่มตะหงิดๆกับมันแล้วก็ตาม.....
มีสติกันให้มากๆนะพี่น้อง..... |
ฉันชอบความรู้สึกของการได้ "แอบรัก" ใครซักคน
หนึ่งชีวิตของคนเราถ้าได้รู้สึกถึง... "ความรักแบบไม่ครอบครอง" บ้าง ก้อคงจะดีไม่น้อย
โลกคงไม่วุ่นวายไม่ยื้อแย่งไม่ครอบครอง
และความรักก้อคงจะไม่ "เห็นแก่ตัว" อย่างที่ดำเนินอยู่
ขึ้นชื่อว่า "แอบรัก" แล้วล่ะก้อ...
ฉันเชื่อว่ามันไม่ใช่อาการที่ต้องการจะเปิดเผยตัวไม่อยากให้ใครได้รู้ได้เห็น
ความสุขเกิดขึ้นได้ในมุมเงียบๆ และปราศจากการครอบครอง
ความรักแบบเงียบกริบสอนให้คนปล่อยวางและหัวใจอ่อนโยน
ไม่ปรารถนาอะไรมากไปกว่าการได้รัก
และมากที่สุดก้อคงจะเป็นแค่ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า
..."รัก"…
เท่านั้นเองที่ความรักต้องการ...
คงเหมือนกับไม้ขีดไฟแอบหลงรักดอกทานตะวัน
สุดท้ายมันก้อต้องการแค่เพียงแค่ให้ดอกทานตะวันหันมองแสงอันน้อยนิดของมัน...
แม้จะเป็นแสงสุดท้ายที่ถูกจุดขึ้นเพื่อดับลงตลอดกาลก้อตาม
เชื่อไหม???...
ฉันเคยรู้จักคนๆ นึงที่แอบรักใครอีกคนได้นานเป็นปีๆ
โดยไม่เคยแสดงตัวต่อความรักของเขา
หญิงสาวใช้โทรศัพท์เป็นสื่อแสดงความรู้สึกตลอดมา
ทุกคืน...เธอจะยกหูโทรหาเขา แม้บางครั้งด้วยคำพูดสั้นๆ แค่ว่า
"นอนหลับฝันดี" เท่านั้นก้อตาม
ชายหนุ่มไม่เคยเห็นหน้าเธอ
ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นเธออยู่รอบตัวเค้าตลอดเวลา
...เธอเคยเดินผ่านเขาใกล้กันแค่เอื้อมมือคว้า
แต่เขาไม่รู้จักเธอ...
...เธอเคยสบตาเขา แต่เขาไม่เห็นแววตาเธอ...
...เธอเคยยืนตรงหน้าเขาแล้ว (แอบ) ฟังเขาพูดคุยกับเพื่อนของเขา
แต่เค้าไม่ได้พูดกับเธอ...
ทั้งหมดเป็นความสุขของหญิงสาว...
"สุขที่ได้เห็นเขาโดยที่เขาไม่จำเป็นจะต้องเห็นเธอ"
การติดต่อของเค้าและเธอสิ้นสุดลง
ในวันที่ชายหนุ่มมีคนรักที่แสดงตัวอย่างชัดเจน
เค้าเลือกที่จะรักคนอื่นเพราะในความคิดของเค้า
...หญิงสาวไม่มีตัวตน...
หญิงสาวห่างออกมาไม่อนุญาตให้ตัวเองเข้าใกล้เค้าอีก
เธอคำนึงถึงความถูกต้องและ...ทุกอย่างย่อมมีเจ้าของเมื่อถึงเวลา
...ความรักของเธอบริสุทธิ์เกินกว่าจะทำร้ายใคร...
ในเมื่อชายหนุ่มเลือกที่ปักดอกไม้อื่นลงบนแจกันของเค้า
ต่อให้เธอสวยงามกว่าดอกไม้ดอกนั้นเพียงใด เธอก้อไม่อาจแสดงตัวได้...
แต่เธออนุญาตหัวใจให้รักเค้าได้เท่าเดิมและคงจะไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
เพราะ "รักแท้" สอนให้เธอมีความสุขได้
แม้ "ไม่ได้เป็นเจ้าของ" หรือ "ถูกครอบครอง"
และ "รักแท้" นี่เองที่จะทำให้ดอกไม้อย่างเธอไม่มีวันแห้งเหี่ยว
"แม้ว่าเธอจะเป็นดอกไม้ไร้ชื่อ...
ที่ไร้แจกันตลอดไป...ก้อตาม"
.........................................................

ฉันอ่าน Forward Mail ฉบับนี้แล้ว อึ้ง...
ความรู้สึก "แอบรัก" ใครสักคน คงเป็นความรู้สึกสากล
ที่ทุกคนจะรู้สึกเหมือนกัน
ต่างกันที่.....
บางคน อยากครอบครอง และ ไขว่คว้า เขา มาไว้กับตัว
แต่...
อีกหลายๆคน มีความสุข เพียงแค่แอบมอง...เท่านั้นก็พอ
...............................

ฉัน อยากให้ความรักของฉัน มันยังคงรู้แบบเดิมไว้ คือ แค่แอบมองอยู่ไกลๆเท่านั้น
รู้ดีกว่า ฉันและเขา ต่าง กันเกินไป...
ไม่ได้ดูถูกตัวเองว่า ต่ำต้อบด้อยค่า...เพียงแค่ "มองโลกตามที่มันเป็นไป" เท่านั้น
ไม่มี สามัญชน เดินกินกินข้าวแกง จะได้แต่งงานกับเจ้าชาย
มีแต่ สามัญชน ขับเบนซ์ กินอาหารภัตตาคาร เท่านั้น ที่แต่งงานกับเจ้าชาย
นิยายน้ำเน่า ไม่มี และ ไม่เคยเกิดขึ้นจริงใน ชีวิตจริง
...............................................
ดอกไม้ไร้ชื่อ ก็มีทั้งทุกข์และสุขของมันเอง
more than bored : Sad,
more than sad : Unhappy,
more than unhappy : Ill,
more than ill : Abandoned,
more than abandoned : Alone in the world,
more than alone in the world : In exile,
more than in exile : Dead,
more than dead : Forgotten.
Forgotten
Marie Laurencin
คนที่ลืม.....มักไม่เจ็บปวดเท่าคนที่ถูกลืม
:
:
:
เพราะตัวฉันเอง......
บางที่....
ฉันควรจะถูกลืม....
........................................
ถ้าไม่รู้จัก,ถ้าไม่ผูกพัน, ถ้าไม่รู้สึก
มันก็จะไม่ต้องรู้สึกแบบนี้
ไม่ต้องเจ็บ....เจ็บทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องเป็นแบบนี้
ยังหลอกตัวเองอยู่เสมอ....ปิดตาให้กับความจริงเสมอ
แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจอยู่อย่างนี้
.....เมื่อไรจะเข้าใจและเรียนรู้สักที....
อย่าเข้าใกล้จนเกินไป
อย่าเปิดใจ...จำกัดความรู้สึกไว้
กางเขตแดนแห่งความสัมพันธ์ไว้
อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกและรับรู้อะไรมากไปกว่านี้
อย่าสร้างความหวัง
อย่าหลอกตัวเองอีกเลย
ได้โปรด
....................
โลกนี้ มีแต่ตัวเราคนเดียวเท่านั้น
The only one who left behind.
มาแล้วครับพี่น้อง...ในที่สุดมันก็พัfมาแล้ว หลังจากหลอกให้เราหนาวเก้อเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน
ลมหนาววววววววววววววววว พัดมาแล้ววววว.....
ฉันตื่นเต้นเหมือนกันนะ (ถึงจะเคยโดยสถาพอากาศหลอกให้หนาวไปแล้วเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน แหะๆๆ)
ก็แหมมม หนาวแรกในชีวิตนี่... ^^
ฤดูหนาวนี่ รับน้องรุนแรงเหมือนกันนะเนี่ย
ก็ดูดิ...หนาวแรกในชีวิต ก็หนาวซะ บรื๋ออออออ
และเพราะว่า มหาวิทยาลัยเราตั้งอยู่ในบริเวณที่ธรรมชาติรายรอบ(ทุ่งนาน่ะ แหะๆๆ) ซึ่งปกติลมมันก็พัดแรงอยู่แล้ว ยิ่งบวกับลมหนาวที่พักมาจากจีนเข้าไป
มันเลยกลายเป็นลมมรณะ...
ด้วยว่าเมื่อวาน เอาแต่กบดานอยู่แต่ในห้อง เลยไม่ได้สัมผัสกับความหนาวเย็นมากนัก แต่วันนี้...วันเปิดเรียน จึงได้ไปเผชิญหน้ากับลมหนาวอย่างจัง
มันเป็นการเผชิญหน้าที่ฉันพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง TT^TT
ก็ดันลืมใส่เสื้อกันหนาวไปเรียนนะสิ...!!!!
มนุษย์ผู้ที่ใส่เสื้อกันหนาวไปเรียนอยู่เป็นนิจ ทั้งๆที่อากาศข้างนอกร้อนตับแทบสุกอย่างฉัน (ก็ห้องเรียนมันหนาวอะ)
พอวันที่จำเป็นจริงๆ อย่างวันนี้ วันที่อากาหนาววววววววววววว ฉันดันลืมมันไว้ที่ห้อง ก๊าซซซซซซซซซซซซซซซซ
แค้นตัวเอง --_--^
แล้วไอ้ห้องเรียนที่เอแบคมันก็หนาวยังกะขั้วโลกเป็นปกติอยู่แล้ว บวกกับอุณหภูมิข้างนอกที่หนาวจับใจอีก....มันเลยกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างน่ากลัว TT^TT
ฉันหนาวจนจับแขนคนนั่งข้างๆแทบตลอด (ขอบคุณนะก๊าบบบบ ป่ะป๋า)
..............
ข้าน้อยจะไม่ประมาท อีกแล้วววววววววว TT^TT
..............
แต่หนาวกายใดเลย จะหนาวเยียบเย็นเท่า หนาวใจ.....
|
เธอ.... ทั้งๆที่ติดสินใจ หน้ามืด(เพราะง่วงจัด) และลงมือคลิก สร้างเจ้าบล๊อคสีสุดจี๊ด ที่ไม่คิดไม่ฝันว่าใช้สีนี้ขึ้นมาแล้ว และหลังจากโพสข้อความอันเลื่อยลอย เพ้อพก และไม่รู้เรื่อง ไปแล้ว 2 ข้อความ ก็ฉุกใจคิดว่า เรายังไม่ได้แนะนำตัวเลยนี้หว่า ....แย่แล้วล่ะสิ จะว่าไปแล้ว บล๊อคนี้ ไม่ใช่บ๊อคแรกของฉันหรอกนะ ฉันมีบล๊อคอีกบล๊อคนึง ที่ www.exteen.com เป็นบล๊อคที่เอาไว้ปล่อยของที่ลองทำเล่นๆ เวลาว่างๆน่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพ้อๆ หลงๆ นั่นแหละ ไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่อะไรลงไปเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่งาน ที่ออกมาแต่ครั้งที่โพสก็จะเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจของฉันในตอนนั้นด้วยเช่นกัน และตอนนี้ฉันก็เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว และคิดว่า เอาล่ะ ถึงเวลาฟื้นฟูทักษาการเขียน ที่ทิ้งมานานแสนนาน (รวมทั้งการขาดการติดต่อกับเพื่อนทางจดหมายมานกว่า 8เดือน... หวังว่าเค้าคงไม่ลืมเราไปแล้วหรอกนะ) ถึงเวลาที่จะรับผิดชอบอะไรจริงๆสักอย่างกับเค้าบ้างแล้วล่ะ เพราะบล๊อคอันแรกที่มี ไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่เกี่ยวกับตัวเองเท่าไหร่ จึงอยากสร้าง บล๊อคที่เป็นของตัวเอง และเป็นเรื่องราวของตัวเอง ขึ้นมา และพอดีที่เพื่อนส่วนใหญ่ใช้บล๊อคนี้ ก็เลยสบโอกาส 5555 หาที่ปรึกษาได้ฟรี อิอิ ทั้งๆที่คิดมาตลอดว่า จะไม่ผูกตัวเองติดกับอะไรอีกแล้ว ...ก็จะสัญญากับตัวเองว่า จะเข้ามาเขียนอะไรๆในบล๊อคนี้อาทิตย์ล่ะ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นช่วงสอบไว้ก็แล้วกัน)... จะไม่ทิ้งหรือหันหลังให้กับอะไรทั้งที่ยังไม่ได้ลองพยายามอีกแล้ว...สัญญา ถึงจะเพ้อๆ หลงๆ ก็ทนๆ หน่อยแล้วกันนะ
marnnoi |

and......I lost myself.
|
เธอ....
ตอนนี้กำลังติดนิยายรักหวานซึ้งอย่างงอมแงม.....ไปตรวจกับหมอมาแล้ว หมอบอกว่า อาการรุนแรงมาก ถ้าไม่รีบรักษา เลือดคงจะเปลี่ยนจากสีม่วงไปเป็นสีชมพูเป็นแน่.....
การผ่าเหล่างั้นเหรอ?.......เผ่าพันธ์ Y อย่างฉันกำลังจะกลายเป็นเผ่าพันธ์มนุษย์เลือดสีชมพูเหรอเนี่ย?
แต่อาจเป็นแค่การเปลี่ยนแปลง.......ฉันกลายพันธ์จากมนุษย์เลือดสีชมพูมาเป็นสีชมพูอมม่วงแล้วก็เป็นสีม่วงในที่สุด......และตอนนี้สีม่วงกำลังกลายเป็นสีม่วงอมชมพูและคิดว่าอีกไม่นานจะเป็นสีชมพูในที่สุด...อีกเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงรสนิยมและรายได้ มีผลกระทบต่อ Demand Curve and Supply Curve, Demand curve of Romantic Novel will be shifted rightward. On the other hand, Supply curve of Yaoi Manga/Novel will be shifted leftward. Law of Demand/Supply.
กำลังคิดว่า.....ไปเรียนพิเศษวิชา Microecomomic ดีมั้ยน้า....ก็....อาจารย์น่ะสอนรู้เรื่องเกินไปน่ะสิ (แค่ชื่ออาจารย์ที่สอนก็ไม่รู้เรื่องแล้ว) แต่....ขี้เกียจอะ เปลืองอีกต่างหาก, โธ่เอ๊ยย ก็ต้องตื่นแต่เช้าไปเรียนแล้วกลับมาซักผ้า, ทำการบ้าน(แค่ Math วิชาเดียวก็อวกแล้ว), เม้าธ์กับเพื่อน แล้วก็เล่นเนต.....เวลาวันเดียวน่ะพักผ่อนไม่พอหรอกนะ งิงุงิงุงิงุงิงุงิ รู้สึกหงุดหงิดชะมัด (จิ๊ๆๆๆๆ)
บางทีการบริโภค(ภาษาแบบแผน)ของหวานอาจทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาได้ก็ได้ (ทฤษฎีนี้คงใช้ไปจนตาย ว่ะฮ่ะๆๆๆ) แต่ไม่เอา chocolate นะ ....ก็มันน่ะ ไม่เห็นจะอร่อยอย่างที่ใครๆว่าเลยนี่นา (แต่ลูกอมที่พี่ของ N จังซื้อมาจากญี่ปุ่น ที่เป็นรส coco น่ะ อร่อยดีนะ--- -ข้อยกเว้น)
แต่ B คุง ก็บอกว่า เค้กรส strawberry ของ bakerland ที่ขายใน 7-eleven น่ะอร่อยดี (ไว้เงินออกแล้วค่อยไปซื้อกินดีกว่านิ เลงไว้นานแหละ) (การพูดแบบปากต่อปากทำให้สินค้าขายได้มากขึ้น แน่นอน Demand shifted to the right ว่าแต่ shift - move มันต่างกันตรงไหนฟร่ะ) บางที่การโฆษณาแบบปากต่อไปอาจทำให้สินค้าขายได้ดี มากกว่า การโฆษณาแบบอื่นนะ (แต่นั่นน่ะ มันขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้านั่นๆด้วยนี่นา --__--)
อ๊ะ กำลังพูดถึงเรื่องนิยายรักโรแมนติคอยู่ไม่ใช่เหรอ?
นั่นสินะ......ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องแหละ .....(ดูเหมือนจะบ่นเพลินไปหน่อยนะ)
ตอนนี้ ทุกลมหายใจเข้าออกเป็น สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมไปซะแล้ว (แต่ดูเหมือนคุณภาพการพิมพ์จะลดลงยังไงชอบกล ครับคล้ายครับครา(เขียนงี้ป่ะ)ว่า เจอคำที่พิมพ์ผิดอยู่เหมือนกัน แล้วหมึกก็เปื้อนหน้ากระดาษนิดหน่อยนะ---หรือมันเป็นเฉพาะเล่มของฉันหว่า???) เพระนิยายเรื่อง ออกญา ทีเดียวที่กระชากฉันออกมาจากโลกสีม่วง (แม้ว่าพักหลังๆมันจะจืดจางไปเยอะแล้วก็ตาม) ประโยคเดียวพิฆาตใจชัดๆ .....หลังจากนั้นก็ไม่อาจต้านทาน ถ้อยแถลงอันอ่อนหวานอันใด ได้อีก ....คงจะละลายกลายเป็นขี้ผึ้งสีม่วง(จาง)อมชมพูอีกไม่นานนี้แน่ๆ....
บริโภคของหวาน ทั้งหนังสือ, ของกิน, ความคิด หวานๆเข้าไปมากๆจะเป็นอะไรรึเปล่านะ.........แต่เอาเถอะ......
ค่อยออกกำลังกายเอา.......![]()
|
|